June 12, 2007

Sadness

I think letting go is not as hard as it seemed at first…
Now I’m trying to let go of everything…
but there’s a paradox in this act…

Why do we have to struggle, then, if letting go is the key?
Why do I have to attain this degree when I should be living on bare necessities in some hermitage…?

Indian Philosophy may provide the answer.. everything develops in its own way, in its own stages…

Not yet a Sanyasi, haven’t accomplished anything in life to share with others or contribute to the good of others, I will have to do what I have to do…

Then, where does this sadness come from?
It comes from my not being to get the big picture… or I do grasp it but find myself not willing to accept it…

Yeah,
I finally realise that life is just a solitary trail towards nothingness.

We come alone, we finally leave this world alone.
To cling on to loved ones is natural.
To be deeply attached with families and friends and objects…
is very natural.

But blindedly doing so can sometimes cloud the fact that, to our dismay, everything comes and goes.

To see through all that, to understand mutability, makes you feel utterly miserable…at first… this is the cause of my sadness…
for I think I’m currently on this stage.. The basic stage…

I feel sad riding on the bus missing home
or seeing friends off at the rail station

I feel utterly sad seeing the changes visible on the faces of people I love on the photos they’ve sent…

I feel worried reading the news about the political situation in Thailand

I feel worried when I sit thinking about my work and my studies…

I feel scared of losing my loved ones… afraid that they would be snatched away from me by their own wrath or claws of death

One of the Buddha’s most brilliant disciples said that to solve a problem, you must look at the roots where it stems from…

Mr Keats tried… in his own way

============================================

But when the melancholy fit shall fall
Sudden from heaven like a weeping cloud,
That fosters the droop-headed flowers all,
And hides the green hill in an April shroud;
Then glut thy sorrow on a morning rose,
Or on the rainbow of the salt sand-wave,
Or on the wealth of globed peonies;
Or if thy mistress some rich anger shows,
Imprison her soft hand, and let her rave,
And feed deep, deep upon her peerless eyes.

She dwells with Beauty -Beauty that must die;
And Joy, whose hand is ever at his lips
Bidding adieu; and aching Pleasure nigh,
Turning to poison while the bee-mouth sips:
Ay, in the very temple of Delight
Veiled Melancholy has her sovran shrine,
Though seen of none save him whose strenuous tongue
Can burst Joy’s grape against his palate fine:
His soul shall taste the sadness of her might,
And be among her cloudy trophies hung.

==========================================

But Mr Keat’s still lost in his trying to get rid of this melancholy thing…
since he still believes that extreme pain can be compensated by exteme joy… he does not get the picture that there is no such thing as an extreme joy or an extreme pain…

Sadness stems from ignorance…
I’m sad because I’m stuck in this humanly ignorance…

Lost in the very “maya” or illusion which propels the sale of anti-ageing cream, fancy cosmetics, and the like…

The very “maya” which makes me feel extremely stressed when it comes to work at hand…

Sadness… what does it yield in the end?

The ultimate stage would be to feel deeply content.

To be awaken and let the tide brings whatever it brings…
let time take us to wherever it takes us…

I hope I can attain that contentment…
and you too, my family and friends…


June 11, 2007

Chapter Three done and Half Way there!!

Woolf is back in business!!

Chapter Three, done…(just ten minutes ago)
and that means I have now completed half of my oeuvre…

I know there’s hard work ahead
but my spirits are high!!

Thank you mom for your e-mails
and friends for all the support…

Missing everyone back home na ka

veritasriratana

June 06, 2007

I'm letting you go now.

I’m letting you go now.
I’m letting you go.

I’ve clung to you for so long,
now I release you from my mind,
Though my love for you is ever strong,
Though you’re one of a kind.

I wish you happiness life can give,
peace of mind and mind of peace,
And more and more should you receive,
from others who would never cease,
to give you love.

I can never hold another,
the way I have held you.
nor gaze upon another,
for all I see is you.
You’re in everything I do-
though you’re not at all aware
that you’re the only one I care.

I will invest all my life,
my joy, sorrow, hope and sweat,
in oeuvre for others, though this strife-
slowly turns my heart… cold dead.

Do not ask me, years ahead,
why I’m still on my own,
my life without you, years ahead,
means walking all alone.

Letting go of your hand,
I wish that it would be-
softly in that of the man,
who would forever be,
worthy of your affection,
and of mine.
You see,

I’m letting you go now.
I’m letting you go.

If love means letting go,
Mine will grow deeper, deeper still,

Life’s rippling tide can only show,
what time can never, ever kill.

letgo


June 05, 2007

How can you mend?

นี่แหละคือความเสียใจ

ชอบเพลงนี้จัง

ปล อิ๊ป เราว่าจะไม่เปิดแล้วล่ะ แต่มันอดไม่ได้:)


June 04, 2007

Self–love and Wisdom

วันอาทิตย์ได้มีโอกาสไปทำบุญที่วัดป่าสันติธรรม เมืองวอร์ริค
เนื่องในวันวิสาขบูชา ร่วมกับสมาคมนักเรียนไทยที่วอร์ริคมา

temple

ก็จะขอส่งบุญและสันติทางจิตใจให้
พ่อแม่ ครอบครัว
ครูบาอาจารย์
และเพื่อนๆ ทุกคนโดยทั่วหน้า ค่ะ

meprostrate

หลังเวียนเทียน
ก็จิตใจผ่องแผ้วเบิกบาน
ยามได้นมัสการพระพุทธ
บูชาพระธรรมคำสอน
ระลึกถึงคุณพระสงฆ์

vesakh

เดินเข่าอย่างสวยงาม (บรรยากาศดีมากเลยวันนี้ อากาศร้อนทำให้นึกถึงที่บ้าน)

templ2

ฟังหลวงพ่อท่านเทศน์แล้ว รู้สึกว่าธรรมะและคำเทศน์นั้นเป็น nourishment ทางจิตใจอย่างที่ท่านว่าจริงๆ เรานั่งเรียนนั่งทำงานบางทีก็ละเลยอาหารทางจิตที่จะทำให้ชีวิตเราสงบสุข มีปัญญาที่จะกำหนดรู้ทันการเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยงทั้งหลายทั้งปวง ตั้งใจไว้ว่าเราจะต้องพยายามไม่ละเลยตรงจุดนี้

ข้อที่รู้สึกว่าเป็นประเด็นที่ควรนำมาใช้กับชีวิตดิฉันตอนนี้คือ

ข้อแรก
เรื่อง Self-love ซึ่งหลวงพ่อท่านว่าเป็นคนละเรื่องกับ being selfish
การรักตัวเอง การหวังดีกับตัวเอง นั้นสำคัญ
เพราะถ้าเราไม่มีตรงนี้แล้ว
เราจะทำประโยชน์หรือเผื่อแผ่ความรักความหวังดีแด่ผู้อื่นได้อย่างไร

กลับมาคิดดู
การปล่อยให้ตัวเองเครียด (ซึ่งเพิ่งเครียด... อีกแล้ว แค่เมื่อประมาณห้านาทีที่แล้วที่กำลังนั่งปั่นงาน) การกดดันตัวเองมากจนเกินไป การอดหลับอดนอน ไม่สนใจสภาพร่างกายและจิตใจตัวเองนั้น ถือเป็นการเบียดเบียนตัวเอง
การละทิ้งงานเพื่อมานั่งพินิจดูสิ่งปรุงแต่งทางอารมณ์ นั้นไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว
จริงๆ แล้วการละทิ้งทุกสิ่ง อย่างที่เจ้าชายฮินดูผู้หนึ่ง
(ผู้ซึ่งวันหนึ่ง วันที่เราระลึกถึงในนามวิสาขบูชา ได้บรรลุถึงพุทธิปัญญา)
ได้กระทำไปนั้น หาใช่เรื่องเห็นแก่ตัวแต่อย่างใด

ข้อที่สอง
การมีสติ และปัญญาจากการปลงมรณังสังขาร
แลเห็นความไม่เที่ยงของทุกสิ่งทุกอย่าง

เพราะที่ผ่านมา จิตใจว้าวุ่นวิตกอยู่กับเรื่องการเมืองของประเทศไทยเหลือเกิน
(หลักฐานอยู่ที่เอนทรีของวันที่ 29 พฤษภาคม ด้านล่าง จะก้าวร้าวอะไรล่ะ)

มีการเก็บมาไม่พอใจคนที่ความคิดเห็นไม่เหมือนตัวเองบ้างล่ะ
หงุดหงิดบ้างล่ะที่ต้องจัดการกับอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ตอนนั้นรู้สึกว่าขัดหูขวางตา

ทั้งที่จริงๆ แล้วการเมืองเป็นสิ่งไม่เที่ยง อย่าว่าแต่การเมืองเลย
ชีวิตคนเรามีเกิดมีดับ แก่แล้วแก่เลยไม่มีวันถอยหลังกลับ
เซลล์ผิวหนังของเราเปลี่ยนไปทุกเสี้ยวของเสี้ยวของเศษเสี้ยววินาที
นับประสาอะไรกับความคิดของเราที่โลดแล่นไปมาอย่างที่วูลฟ์แสดงให้เห็น

ดังนั้นจะเอาอะไรกับโลกนี้มากคะ
และจะยึดติดอะไรมากมาย (บอกตัวเองไว้!! วริตตา)

(จริงๆ ต้องสารภาพว่า การ let go มันทำยากมาก
เพราะเมื่อเช้าขณะนั่งรถไปวัดยังอดไม่ได้ที่จะพูดถึงหรือ ”เปรย” เรื่องการเมือง กว่าจะตั้งสติสำรวมใจได้นั้นก็แทบจะข้ามธรณีประตูวัดไปกราบพระประธาน)

ภาวะการตามจิตไม่ทัน หรือการไม่ครองสติให้มั่นนี้
เป็นปัญหาใหญ่ของดิฉันจริงๆ

สองข้อนี้ต้องพยายามปรับปรุงด่วน
ใครที่มีข้อแนะนำอะไรดีดีหรือข้อคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร
ก็ขอให้แบ่งปันแนะนำกันมาบ้างนะคะ

สวัสดี

peace

คุณแม่โน้ต (แกดูไม่อ้วนจริงๆ ไม่ต้องคิดมาก)
ลูกหวานเย็น และป้าอิ๊ป กำลังทำบุญตักบาตรร่วมกัน

meip

กับหญิงไทยใจงาม Miss Angel in Disguise :P


May 29, 2007

The Wizard of Words must die!!

The Wizard of Words

จักรวรรดินิยม
การควบคุมทางความคิดมิได้ตั้งขึ้นได้ด้วยการใช้กำลังบีบบังคับ
ตรงกันข้าม กระบวนการดังกล่าวเป็นการใช้เหตุผลอย่างสุดขั้ว
และผู้มีอำนาจคือผู้ที่สามารถควบคุมเกมส์ทางภาษาและความคิด

ภาษาคือทุกสิ่ง
เจ้าแห่งอำนาจ เจ้าแห่งจักรวรรดิ คือเจ้าแห่งภาษา

ด้วยมิใช่กระบวนการนี้ดอกหรือที่ทำให้คำนิยาม ”ยุโรป” หรือ ”ตะวันตก” ที่แท้จริงแล้วเป็นคำว่างเปล่า เป็นสิ่งสร้าง
สามารถดำรงอำนาจเหนือพื้นที่อื่นของโลก
”ตะวันออก” กลายเป็นดินแดนสนธยาที่ไร้ประวัติศาสตร์ และมืดมนจมปลักอยู่แต่ empty time ไม่มีพัฒนาการตามขั้นตอนการพัฒนาสู่สิ่งสร้างที่เรียกว่า
ความสมัยใหม่ อันเป็นสิ่งที่เจ้าแห่งภาษาได้บัญญัติไว้ว่าผูกขาดอยู่เฉพาะกับภูมิภาคของผู้คนหัวทองตาฟ้า

นั่นคืออดีต และจะมีประโยชน์อะไรเล่าหากทฤษฎีโพสต์โคโลเนียลไม่สามารถนำมาใช้มองเหตุการณ์ปัจจุบัน

จักรวรรดินิยม
การควบคุมทางความคิดมิได้ตั้งขึ้นได้ด้วยการใช้กำลังบีบบังคับ
ตรงกันข้าม กระบวนการดังกล่าวเป็นการใช้เหตุผลอย่างสุดขั้ว
และผู้มีอำนาจคือผู้ที่สามารถควบคุมเกมส์ทางภาษาและความคิด

ภาษาคือทุกสิ่ง
ปรัชญาการคิดของกรีกตั้งแต่อริสโตเติล การแยกสองสิ่งออกจากกัน ก กับ สิ่งที่ไม่ใช่ ก เป็นบ่อเกิดของการเรียนรู้โดยการแยกโลกนี้ออกเป็นขั้วตรงข้าม
ขาว ตรงข้ามกับ ดำ
ดี ตรงข้ามกับ ชั่ว
ประชาธิปไตย ตรงข้ามกับ ทรราชย์
สัญญาประชาคม ตรงข้ามกับ ระบอบกษัตริย์
การเลือกตั้ง ตรงข้ามกับ รัฐประหาร

เจ้าแห่งอำนาจ เจ้าแห่งจักรวรรดิ คือเจ้าแห่งภาษา
มันน่าสับสนเหลือเกินเมื่อทรราชย์แปะป้ายตนเองในทิศทางที่ตรงกันข้าม

การนำสัตว์ปีกไปแลกเครื่องบินเพื่อได้รับมาซึ่งใบปริญญาทางเศรษฐศาสตร์
เพื่อแสดงว่าตนได้การยอมรับ
คือการเล่นกับระบบสัญลักษณ์

การใส่สีไปในคำว่า ”ประชาธิปไตยของมหาชน”
เพื่อทำให้ประชาชนไขว้เขวสับสน
คือการเล่นกับระบบภาษา

เราจะตกอยู่ใต้จักรวรรดินี้ไปนานเท่าใด

เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ พ่อมดที่ลี้ภัยอยู่กรุงลอนดอน
เราก็ต้องพูดภาษาที่เข้ากับบริบทของอังกฤษ

ลองมาคิดดู
เราต่างเป็น คาลิบานในบทละคร เดอะ เทมเพสต์ ของ เชคสเปียร์
ที่ในที่สุดก็ต้องตะหนักถึงข้อความจริงที่ว่า
จะปลดแอกทางความคิดได้นั้น ลำพังจะฆ่าหรือทำลายพรอสเพโรไม่ได้
ต้อง ”เผา” ภาษาของพรอสเพโรอย่างเดียว

Having first seized his books; or with a log
Batter his skull, or paunch him with a stake,
Or cut his weasand with thy knife. Remember
First to possess his books, for without them
He’s but a sot, as I am, nor hath not
One spirit to command—they all do hate him
As rootedly as I. Burn but his books.

จักรวรรดินิยม
การควบคุมทางความคิดมิได้ตั้งขึ้นได้ด้วยการใช้กำลังบีบบังคับ
ตรงกันข้าม กระบวนการดังกล่าวเป็นการใช้เหตุผลอย่างสุดขั้ว
และผู้มีอำนาจคือผู้ที่สามารถควบคุมเกมส์ทางภาษาและความคิด

ภาษาคือทุกสิ่ง
เจ้าแห่งอำนาจ เจ้าแห่งจักรวรรดิ คือเจ้าแห่งภาษา

พรุ่งนี้ชี้ชะตา
ขอให้อย่าฆ่าพรอสเพโรแต่กาย

หากล้มล้างลึกไปถึงราก
และทำลายฤทธิ์แห่งภาษาอันจอมปลอมให้สิ้นซาก!!

I call for TRUE decolonization!!


May 27, 2007

Still on my mind

What’s your favourite song in all His Majesty’s musical composition?

Mine is “Still on my mind” or ในดวงใจนิรันดร์

For several reasons… to name a few…

The song speaks for my heart, that’s one… :)
The melody is perfect, that’s one…
The language is beautiful, needless to say that His Majesty was the One who composed the original lyrics in English Himself…
And the translation by Prof. Dr. Prasert (whom I dearly admire)
is just superb…

Just wanna share this with you
This is for someone
who is and will be ever, and ever
still on my mind

-----------------------------------------------

Still on my mind

Click here to listen:

http://tools.wikimedia.de/~gmaxwell/jorbis/JOrbisPlayer.php?path=StillonMyMind.ogg&wiki=th

Music Score and Lyrics
by H.M. King Bhumibol Adulyadej

I can’t get you off my mind,
However I try,
The flame kindled in my heart,
Keeps burning high…

Though time has the power to quell,
It really cannot dispel,
The magic touch of your hand
So gentle in mine…

When night’s curtain starts to fall,
And light fades away,
My thoughts fly back to that day
You were so near…

This song will never end…
And time we cannot suspend,
You’ll be ever, and ever

Still on my mind

เพลงพระราชนิพนธ์ ในดวงใจนิรันดร์
คำร้อง: ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร

อยากลืมลืมรักลืมมิลง
กลับพะวงหลงเพ้อเงา
เปรียบปานเพลิงรักรุมสุมเศร้า
เปลี่ยวเปล่าร้าวรอน

แต่เพียงกาลเวลาอันหมุนเวียน
ฤาอาจผลัดเปลี่ยนเบียนรักคลอน
รสรักจากกร กอดสวมกร
ยังถาวรติดเตือน

เมื่อยามอาทิตย์ลอยคล้อยต่ำ
ย่ำยามท้องฟ้าเลือน
ยังหวังเชยชิดกันฉันเพื่อน
ติดเตือนตรึงใจ

สุดประพันธ์บรรเลงให้ครบครัน
วันอาจจะผ่านเวียนผันไป
รักนั้นจะเนาแน่นแฟ้น

ในดวงใจนิรันดร์


May 24, 2007

B–Day Party Highlights

งานวันแต่งงาน เอ้ย วันคล้ายวันเกิดของดิชั้นและคุณอุ๊ปอิ๊ปสนุกสนานและน่าประทับใจก็ด้วยความน่ารักของเพื่อนๆ ทุกคนในวอร์ริค

ขอบคุณมากๆ นะทุกคน ขอบคุณสำหรับมิตรภาพ
ขอบคุณสำหรับคำอวยพร การ์ด ดอกไม้ เค้ก และของขวัญ:)

Thank you guys for making our b-day such a blast!

นี่คือรูปไฮไลท์

ตัดเค้กร่วมกัน

ป้อนเค้กกันสวยสวย

ชักภาพหมู่ (ก่อนที่เอซี มิลานจะทำประตูได้สวยงาม555)
ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนมากนะจ๊ะ

กับสาวงามทั้งสามท่าน

ครัวอิ๊ปจะแตกก็เพราะพวกเรา

Thanks Guys!!!

thank you, my beloved flatmates:)

thank you Cindy and Thunj

N’Ply, you’re my real Bro now na
Judy, thanks for coming:) Best of luck with your essay!!

กับโจเซฟ แจคสัน เพื่อนร่วมเอกคนเดียวที่สามารถทิ้งงานมาได้ (คนอื่นหัวฟูฟูฟู 55)

ขอบคุณทุกคนมากๆ อีกครั้งนะจ๊ะ
Thanks for the best B-day party eva!
Let’s party again next time!!

Love you all lots


May 23, 2007

24!! I love my life

แม้วันเกิดปีนี้เราไม่ได้อยู่พร้อมหน้า แต่ใจเราก็ส่งถึงกันนะคะ จุ๊กกรู้
(ทำไม 24 แล้วยังติงต๊องเหมือนเดิม)

Po and Mom, thank you for giving me such a wonderful life!!
คิดถึงพ่อ Mom คุณย่า ป้าต้อย ลุงจุง วิตตี้ จันทน์หอม เอนเจล มากๆ ค่ะ
รอหน่อยนะ เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้ว


May 22, 2007

Happy B–day:)

Just wanna be the first one to greet you…

IP

Let’s Partae tomorrow!!


December 2021

Mo Tu We Th Fr Sa Su
Nov |  Today  |
      1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31      

Search this blog

Tags

Galleries

Most recent comments

  • congratulations by secret admirer on this entry
  • ?? by kwangbeauty@M6arts on this entry
  • by Kwang Beauty on this entry
  • u are so fast….. by on this entry
  • by jeep on this entry

Blog archive

Loading…
RSS2.0 Atom
Not signed in
Sign in

Powered by BlogBuilder
© MMXXI