All entries for Saturday 11 November 2006

November 11, 2006

Past Simple Life (Thai Version) I

*ถนน*
เสียงนาฬิกาดังขึ้น ปลุกฉันจากฝันร้ายที่ไม่ได้ฝันถึงมานานหลายสิบปี เมื่อคืนฉันคงกินมากเกินไปเลยฝันอะไรเลอะเทอะ ไร้สาระ วันนี้เป็นวันดี ฉันต้องสลัดความกังวลใจทิ้งไปเพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นเพียงความฝัน มันไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้อีกแล้วในชาตินี้
“มาแต่เช้าเชียวตะวัน เรื่องทำบุญทำนานนี้ไม่เคยขาดเลยนะ ระวังบุญทับตายนะโว้ย” กิ่งกล่าวทัก เมื่อเห็นฉันเดินเข้าบ้าน บ้านกิ่งมักเป็นสถานที่นัดพบของเพื่อนๆ ในกลุ่มก่อนที่จะออกไปทำกิจกรรมด้วยกันเสมอๆ และครั้งนี้ก็เช่นกัน
“ปากเสียแต่เช้าเลยนะกิ่ง เธอนี้มันจริงๆ เลย จะไปทำบุญอยู่แล้วยังพูดจากวนโมโหอีก” ฉันบ่น
“แหม คบกันมาเป็นสิบๆปี ยังไม่ชินอีกหรือไง ปากฉันมันก็เสียอย่างนี้มาชาติเศษแล้ว” กิ่งเถียง
“จ้าๆ แม่ปากไม่มีหูรูด อืม แล้วคนอื่นมากันหรือยัง” ฉันถาม
“ยังเลย ใครเขาจะมาตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัวโห่อย่างเธอ มานี้มา มาช่วยฉันจัดของบริจาคดีกว่า” กิ่งกวักมือเรียก
กิ่งและฉันเป็นเพื่อนรักกันมานาน เรารู้เรื่องราวทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของอีกฝ่าย ทั้งดีและ ไม่ดี ครั้งนี้ กิ่งกับฉันและเพื่อนคนอื่นๆ ในกลุ่ม ตัดสินใจจะไปทำบุญด้วยกันที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เพื่อนคนหนึ่งเป็นคนออกความคิดเห็นว่า พวกเรามักจะทำบุญกับเด็กด้อยโอกาส คนพิการ หรือไม่ก็คนชรา แต่เราไม่เคยช่วยเหลือคนกลุ่มนี้เลย ฉันและเพื่อนๆ ในกลุ่มต่างก็เห็นด้วย คนกลุ่มนี้แม้จะอยู่ได้ไม่นานนักและสิ่งที่พวกเราทำอาจช่วยเหลืออะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อย การที่เราเข้าไปช่วยเหลือเขาโดยไม่แสดงท่าทีรังเกียจ ก็น่าจะทำให้เขารู้สึกมีความสุขและมีกำลังใจต่อสู้กับโรคร้ายได้ โรคที่นอกจากจะทำลายร่างกายของเจ้าของที่มันอาศัยอยู่ ก็ยังทำลายจิตใจของเจ้าของให้หดหู่ทุกข์ทรมาน ที่ต้องนั่งรอความตายเพียงอย่างเดียว มิหนำซ้ำยังต้องเจ็บป่วยจากท่าทีรังเกียจของคนอื่นๆ อีกด้วย วัดนี้เป็นสถานที่หนึ่งที่พยาบาลรักษาคนไข้กลุ่มนี้ ผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานจากโรคเอดส์ น่าเสียดายตรงที่วัดนี้ไม่น่าอยู่ในจังหวัดนี้เลย ไม่เช่นนั้นฉันคงสบายใจในการไปทำบุญครั้งนี้มากกว่านี้

ล้อรถที่เราใช้เป็นยานพาหนะเริ่มหมุนเมื่อเพื่อนร่วมเดินทางมาครบ แต่กงล้อในใจฉันกลับหมุนถอยหลังพาห่วงสำนึกของฉันย้อนกลับไปสู่อดีต ยิ่งใกล้จังหวัดลพบุรีมากเท่าไร ภาพความทรงจำที่เป็นเหมือนฝันร้ายก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ

“เป็นอะไรตะวัน นั่งนิ่งเชียว บอกแล้วว่าให้ไปที่อื่นก็ไม่เชื่อ” กิ่งกระซิบถาม
ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย เธอนะคิดมาก คงแค่เมารถ เดี๋ยวหลับสักงีบคงดีขึ้น ฉันรีบหลับตาแล้วปรับเบาะที่นั่งเอนลงเล็กน้อย ทำทีท่าเคลิ้มหลับกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริงในจิตใจ
“เธอเคยเมารถที่ไหน นึกว่าฉันรู้ไม่ทันเหรอ ตะวัน” กิ่งบ่นพึงพำก่อนที่จะหลับตาของเธอลงเช่นกัน
ฉันเบนหน้าออกทางหน้าต่าง ป้ายทางหลวงบอกระยะทางยิ่งใกล้จังหวัดลพบุรีเข้าไปทีไร จิตใจฉันก็ยิ่งว้าวุ่น สับสน ฉันทำได้แต่เพียงพยายามสะกดความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ก่อนจะเป็นที่ผิดสังเกต

ลพบุรีเป็นจังหวัดบ้านเกิดของคนที่ฉันรัก เราคบกันเกือบหนึ่งปีแต่ก็มีเหตุต้องเลิกรากันไป เหตุที่ความสัมพันธ์ของเราจบลงไม่สวยงามนัก ภาพเหตุการณ์เก่าๆ จึงเป็นเหมือนฝันร้ายที่ติดตามหลอกหลอนฉันอยู่เป็นเวลาหลายปี เราสองคนแตกต่างกันมากเกินไป ฉันเคยอ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งชื่อ “A Fiddler on the Roof” ในเรื่องผู้เป็นพ่อกล่าวตักเตือนลูกสาววัยแรกรุ่นที่กำลังปลงใจแต่งงานกับชายหนุ่มต่างชาติต่างภาษาว่า “A bird may love a fish, but where could they build a home
together ?” ถ้าแปลเป็นไทยก็น่าจะแปลได้ว่า “วิหคอาจหลงรักมัจฉา หากแต่มีที่ใดที่มันจะสร้างวิมานอยู่ร่วมกันได้”
ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้อย่างถ่องแท้นัก จนกระทั่งได้มาประสบด้วยตนเอง บางทีถ้าคนสองคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกันมากเกินไป ก็อาจเป็นเรื่องยากที่คนสองคนนั้นจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การที่ต่างฝ่ายต่างฝืนตนเองเพื่อพยายามที่จะได้อยู่ด้วยกัน อาจเป็นการทำร้ายให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานก็เป็นได้ และก็อาจเป็นฉนวนทำให้ความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่ดีงามต้องพังทลายลงไปในชั่วพริบตา

ฉันเดินทางมาไกลเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ เหลือบตามองริมถนน ป้ายทางหลวงบอกระยะทางใกล้เข้าจังหวัดลพบุรีมากขึ้น ภาพอดีตก็กลับชัดเจน แจ่มใสในห่วงสำนึกของฉันมากขึ้นเช่นกัน


Past Simple Life (Thai Version) II

“พี่ๆ ไนท์มีอะไรจะบอก” เขากล่าว
“เรื่องอะไร ดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดีเอาไว้ก่อนนะ เรายังไม่พร้อมที่จะฟัง” ฉันตอบ
“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้พี่ก็รู้เอง” เขากล่าวพร้อมกับเอื้อมมือปิดไฟ
เช้าวันรุ่งขึ้น
“อ้าว มาทำอะไรที่นี่ละไนท์ ทำไมไม่เข้าเรียน” ฉันกล่าวถามอย่างประหลาดใจ
“ไนท์มาลาออกพี่ ไนท์จะไปเรียนรามแล้ว” เขาตอบ เดี๋ยวพี่ตามไนท์กลับไปที่หอด้วยนะ”
ฉันยืนงงอยู่พักใหญ่ รีบทำธุระของตัวเองแล้วตามเขากลับไปที่หอพัก เมื่อถึงหอ ฉันเปิดประตูห้องเข้าไป เขาเก็บข้าวของทุกอย่างที่เป็นของเขาใส่ลงกระเป๋าเดินทางจนหมด เขานั่งอยู่ที่ปลายเตียงรอฉันกลับมา
“ไนท์จะไปไหน ไนท์ทำอะไร ทำไมไม่บอกเราก่อน” ฉันถามอย่างสับสนว้าวุ่น น้ำเสียงสั่นเครือ
“ไนท์ไปละพี่” เขาตอบแล้วก็หยิบกระเป๋าเดินทางเตรียมออกจากห้อง
ฉันเผลอรั้งแขนของเขาไว้ นัยน์ตาเริ่มมีน้ำเอ่อคลอ จนมองภาพเขาไม่ชัดเจน
“ไหนไนท์บอกว่าจะไม่ทิ้งเราไง เราอุตสาห์เสียเพื่อน ทิ้งเขามาเปิดห้องใหม่อยู่กับไนท์ แต่ไนท์กลับมาทิ้งเราไปแบบนี้”
เขาสะบัดมือฉันออกจากแขนของเขา “แล้วพี่จะให้ไนท์ทำอย่างไร พ่อแม่ไนท์เขาให้ไนท์ลาออก” พอกล่าวจบเขาก็เดินจากฉันไป
ฉันตามอ้อนวอนให้เขาอยู่กับฉันให้นานกว่านี้อีกสักนิดเพราะฉันทำใจไม่ได้ที่เขามาจากฉันเร็วเกินไป ฉันตามเขาขึ้นไปบนรถประจำทาง ตามไปนั่งที่นั่งข้างๆ เขา เขาก็ลุกหนีฉัน ที่แล้วที่เล่าจนผู้โดยสารทั้งคันรถเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ฉันทนความอับอายไม่ไหวจึงลงจากรถและกลับไปที่หอพัก คืนนั้น ฉันต้องนอนในหอพักห้องเดิมคนเดียว ทุกตารางนิ้วเป็นที่ที่เขาเคยสัมผัส หมอนของเขายังคงมีกลิ่นของเขาอยู่ ฉันทนความอ้างว้าง ว้าเหว่ เดียวดาย และเสียใจไม่ไหว จึงหยิงมีดคว้านที่ฉันเคยนำมาแกะสลักพานไหว้ครูให้เขาจนเกือบได้รับรางวัลมากรีดข้อมือตัวอง โชคดีที่กิ่งเข้ามาเห็นทันจึงพาฉันไปยังโรงพยาบาล บาดแผลในวันนั้นยังคงทิ้งร่องรอยปรากฏให้ฉันต้องเจ็บปวดอยู่ลึกๆ จนถึงทุกวันนี้
สายตาพร่ามัวของฉันจับเข้ากับป้ายทางหลวงอีกแล้ว อีกไม่ไกลก็จะถึงจังหวัดลพบุรีแล้ว

“ฮัลโหล” เขารับสาย
“ฮัลโหล ไหนบอกจะมาหาเราทำไมไม่มาละ ให้เรารอเก้ออีกแล้วนะ” ฉันถาม
“ไนท์กลับบ้านพี่ พอดีรีบกลับเลยไม่ได้เอามือถือไปด้วย ขอโทษ ขอโทษ” เขากล่าว
“แล้วทำไมไม่บอกเราล่ะ ไนท์ทำอย่างนี้กี่รอบแล้ว ไนท์ไม่สนใจความรู้สึกเราเลยว่าเราจะรู้สึกอย่างไรบ้าง เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมไนท์ต้องทำตัวแย่ๆ กับเราตลอดเวลาทั้งที่เราเป็นคนเดียวที่ดีกับไนท์มากที่สุด” ฉันระเบิดอารมณ์ใส่เขาแต่ก็ยังพูดไม่ทันจบเขาก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“โอ๊ย ! พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว แค่นี้นะ” เมื่อพูดจบเขาก็วางสายใส่ฉันทันที ฉันรีบโทรกลับแต่เขาปิดเครื่องหนี ความโกรธ ความโมโห ความเกลียดชังได้เข้ามาแทนที่ความรักที่มีต่อเขาจนหมดสิ้น ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือเข้ามาแล้วพิมพ์ข้อความถึงเขาทันที “เงินทั้งหมดที่ไนท์ยืมไป ก่อนวันศุกร์นี้ต้องเข้าบัญชีเราไม่เช่นนั้นเรื่องถึงแม่นายแน่” ฉันพิมพ์แล้วก็กดส่งถึงเขาโดยไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น สักพักหนึ่งเขาโทรกลับมาแต่คราวนี้ ฉันเป็นฝ่ายปิดโทรศัพท์หนีเขาบ้าง
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันลองเปิดโทรศัพท์มือถือ มีข้อความส่งมาถึงฉันตอนประมาณตีห้ากว่า เขาเป็นผู้ส่งมาอย่างไม่ต้องสงสัย
“ตาสว่างเสียที จะได้ไม่ต้องพูดมาก เรื่องเงินอยากฟ้องใครก็เชิญ ประจานความโง่ของตัวเอง” นั่นเป็นข้อความสุดท้ายที่ยาวที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้รับจากผู้ชายคนนี้ ฉันตัดสินใจโทรกลับหาเขา คราวนี้ ฉันเลยได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของผู้ชายคนนี้เพิ่มมากขึ้นอีกมากมายนัก เขาบอกฉันว่าที่เขาต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยก็เป็นเพราะฉัน และที่เขาไม่อยากมาหาฉันก็เพราะเขาสะอิดสะเอียดที่ต้องใกล้ชิดกับคนอย่างฉัน เขาบอกว่าฉันทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอ้ตัวที่คอยให้คนอื่นเลี้ยง ฉันได้แต่นิ่งเงียบและพยายามฟังน้ำเสียงของเขา เพราะนั่นเป็นน้ำเสียงที่ฉันไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย อาจเป็นเพราะว่า ครั้งนั้นเขาจริงใจกับทุกคำพูดที่พูดออกมามากที่สุดน้ำเสียงจึงแปลกและแตกต่างไปจากน้ำเสียงที่ฉันเคยได้ยินมาทุกวันก่อนหน้านี้


Past Simple Life (Thai Version) III

รถของเราเดินทางมาถึงลานหน้าวัดพระบาทน้ำพุแล้ว วัดดูร่มรื่นดี แต่น่าแปลกตรงที่แทนที่จะน่าจะได้กลิ่นธูปเทียนเช่นวันอื่นๆ กลับได้กลิ่นยาเหมือนเป็นโรงพยาบาลเสียแทน ฉันและเพื่อนลงจากรถและตรงไปที่กุฏิเจ้าอาวาส
“กราบนมัสการหลวงพ่อเจ้าค่ะ พวกหนูเป็นคณะที่จะมาบริจาคปัจจัยและของใช้ที่จำเป็นจากกรุงเทพเจ้าค่ะ” ฉันกล่าว
“อ๋อ อาตมาจำได้แล้ว เจริญพรนะโยม เดินทางมาไกล พักเหนื่อยดื่มน้ำกันก่อนเถอะ”
เรานั่งพักผ่อนและสนทนากับเจ้าอาวาสครู่หนึ่ง พอหายเหนื่อย เจ้าอาวาสแนะนำให้เราเข้าไปบริจาคของแก่คนไขที่เตียงนอนด้วยตนเอง
ฉันและเพื่อนๆ กระจายกันบริจาคของตามเตียงคนไข้แต่ละแถวแยกกันไป ฉันได้แถวกลาง คนไข้ที่นี่บางคนมีสภาพน่าสงสารแต่ก็ดูมีกำลังใจและยิ้มแย้มเมื่อฉันนำของเข้าไปให้และได้พูดคุยกับเขา
“เอ๊ะ เตียงใครคะคุณลง เสียดายจังไม่ได้มอบของให้กับมือเขาเอง” ฉันกล่าวถามคุณลุงคนไข้เตียงข้างๆ
“มันไปห้องน้ำนะ เดี๋ยวคงมา อ้าว นั่นไงมาพอดีเลยคุณ อยู่ข้างหลังคุณไง” ลุงตอบ
นัยน์ตาฉันเปิดโพลง จับจ้องอยู่กับภาพชายเบื้องหน้าไม่ละสายตา มือทั้งสองที่ถือของบริจาค จู่ๆ ก็ไร้เรี่ยวแรง ปล่อยให้ของบริจาคตกลงพื้นกระจายไปทั่ว ริมฝีปากฉันเผยอขึ้นแล้วก็เปล่งคำๆ หนึ่งออกมาโดยที่ฉันเองก็ไม่ทันรู้ตัว
“ไนท์”
นัยน์ตาของชายที่ฉันกำลังจ้องมองอย่างไม่ละสายตา เปิดโพลง แสดงอาการตกใจไม่แพ้กัน เมื่อเขาตั้งสติได้ เขาก็เดินหันหลังให้ฉันพร้อมเดินห่างออกไปในทันที กระแสความทรงจำเก่าๆ ไหลย้อนเข้าถาโถมห่วงสำนึกฉันอย่างไม่มีทางหลบหนีได้ ฉันเผลอเอื้อมมือรั้งแขนของเขาไว้เหมือนที่เคยทำมาตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับเขาเมื่อเวลาที่เขาพยายามตีจากฉันไป สัมผัสจากมือฉันทำให้เขาสะดุ้งสุดตัวพร้อมสะบัดมือฉันออกอย่างฉับพลัน
“ไนท์ยังรังเกียจเราอยู่อีกเหรอ เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้วนะ ไนท์ยัง…” ฉันกล่าวถามเขาด้วยน้ำเสียงที่น่าสมเพชที่สุด ที่เขาก็ตอบขัดขึ้นมาก่อน
“ปล่าว ไนท์ไม่ได้รังเกียจพี่ แต่คราวนี้ พี่ต้องรังเกียจไนท์”
“ทำไมล่ะ ทำไม” ฉันถามเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยดวงใจหวั่นไหวที่จะได้ยินคำตอบที่ตัวเองไม่ต้องการ
“พี่คิดว่าไนท์มาอยู่ที่นี่ เพราะอยากมาเที่ยวเหรอไง ไนท์เป็นเอดส์” เขาตอบ
ฉันทรุดตัวลงนั่ง นัยน์ตาพล่ามัวด้วยกระแสน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูเหมือนน้ำที่ถูกปล่อยจากเขื่อนบนเขาสูงฉันรู้สึกมึนและหนักศีรษะจนต้องนำมือทั้งสองขึ้นกดบริเวณขมับ หูทั้งสองฟังอะไรไม่ได้ศัพท์ ยินเพียงเสียงเรียกชื่อตนเองแววๆ จากที่ห่างไกลออกไป
“ตะวัน! ตะวัน! เป็นอะไรไป ทำไมนั่งกองกับพื้นอย่างนี้ละ” เสียงเรียกนั่นมาจากกิ่งนั่นเอง
“ลุกขึ้นเร็ว ร้องไห้ทำไมตะวัน” กิ่งพูดต่อ “คุณเป็นใคร ทำไมเพื่อนฉันร้องไห้มากมายขนาดนี้” กิ่งหันไปเล่นงานเขา
“เอ๊ะ… นาย นายมัน… นายมาทำอะไรที่… อ๋อ ฉันพอจะเข้าใจแล้ว สำน้ำหน้า สำส่อนอย่างนายฉันคิดไว้ไม่ผิด สักวันก็ต้องมีจุดจบแบบนี้ สารรูปทุเรศขนาดนี้ ดูสี คราวนี้จะเที่ยวไปหลอกใครเขาได้อีก กิ่งกล่าวโจมตีเขาทันทีที่จำเขาได้
“ไปตะวัน กลับ เพื่อนๆรออยู่ที่รถกันหมดแล้ว พรุ่งนี้เธอต้องทำงานนะ” กิ่งกล่าวแล้วก็ดึงฉันลุกขึ้นจากพื้นแล้วก็พาฉันไปที่รถ


Past Simple Life (Thai Version) IV

“อยู่คนเดียวได้แน่นะตะวัน อย่าลืมนะพรุ่งนี้เธอต้องไปสัมมนาที่ลอนดอน เรื่องอื่นทิ้งมันไปก่อนเรื่องงานสำคัญกว่านะ” กิ่งกล่าวเมื่อมาส่งฉันที่หน้าประตูบ้าน
“ไม่ต้องห่วงหรอกกิ่ง เธอก็รู้ว่าฉันเห็นงานสำคัญกว่าทุกเรื่องอยู่แล้ว” ฉันกล่าวอย่างพยายามมีสติให้มากที่สุดเพื่อให้เพื่อนคลายความกังวล
ฉันทิ้งตัวลงบนเตียงนอน ความรู้สึกมากมายหลากหลายเข้ามาวนเวียนในหัวสมองของฉัน ฉันพยายามตั้งสติว่าตนเองกำลังฝันหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้เป็นเรื่องจริง ฉันยอมรับว่าฉันรู้สึกดีใจลึกๆ ที่ได้เจอเขาอีกครั้ง แต่ภาพของเขาทำให้ฉันปวดร้าวหัวใจเหมือนมันกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เขาดูผอมโทรมลงมาก ขอบตาเขาหมองคล้ำ แก้มทั้งสองตอบจนกระดูกแก้มปูดโปน เขาไม่เหลือภาพชายหนุ่มช่างสำอางที่หล่อเหลาจนใครๆ ก็ต้องหันกลับมามองอีกแล้ว ฉันรู้สึกสงสารเขาจนแทบใจจะขาด

เสียงเข็มนาฬิกาในห้องดีดังแข่งกับเสียงหัวใจที่อ่อนระโหยของฉัน ภาพความทรงจำเก่าๆ ที่เขาได้กระทำต่อฉันกลับชัดเจนดังกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นและจบลงไปเมื่อวาน ความคิดของฉันแยกตัวเองออกเป็นสองฝ่ายอย่างว้าวุ่น ขัดแย้ง สับสนและโจมตีกันเองอยู่ในจิตใจฉันอย่างไม่หยุดหย่อน
ฉันเคยบอกเขาว่าฉันจะรักเขาไปจนชั่วชีวิต ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร แต่ฉันก็ทำอย่างที่พูดไม่ได้ ฉันเป็นคนถือเรื่องคำพูดมาก คนเราต่างจากสัตว์ก็ตรงที่เรามีภาษาที่มีแบบแผนไว้สื่อสาร คำพูดเป็นสิ่งที่บรรจุความหมายที่เราต้องการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจเรา ถ้าคนเราดีแต่พูด แต่รักษาความหมายของคำที่ตัวเองพูดไม่ได้ ฉันว่านั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการที่สัตว์ส่งเสียงร้องออกมาตามสันชาตญาณของตัวเท่านั้นเอง เขาไม่ควรใช้คำเรียกตัวเองว่าคนด้วยซ้ำ และตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาก็ทำให้ฉันรู้สึกเสมอว่าเขาไม่เคยทำตัวเป็นคนได้เลย เขาไม่เคยรักษาคำพูดที่ให้กับฉัน ฉะนั้น ฉันจึงคิดว่าฉันทำถูกแล้วที่ไม่รักษาคำพูดที่มีต่อเขา …แต่… ก็ไม่มีความจำเป็นที่ฉันจะต้องทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉันเลือกได้นี่ว่า ฉันจะทำตัวเป็นคนรักษาคำพูดของตัว และอันที่จริงฉันก็ยังรักเขาอยู่ ฉันควรกลับไปช่วยเหลือเขา คนที่ฉันรักกำลังเดือดร้อนอยู่ …แต่… เพื่อนๆ ของฉันล่ะคนที่เขารักฉันมาตลอดเวลา …และ…ถึงเพื่อนๆของฉันจะเข้าใจและยอมรับได้ ฉันต้องไม่ลืมว่าเขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาเป็นเอดส์นะ! ฉันจะพาคนติดเชื้อเอดส์มาอาศัยอยู่ร่วมกับครอบครัวของฉันได้อย่างไร ฉันต้องเห็นแก่ตัวรวมไปถึงสนใจความรู้สึกของคนอื่นๆ ใกล้ตัวฉันด้วย พ่อแม่ฉันจะรู้สึกอย่างไร จะคิดอย่างไร ฉันไม่มีทางย้ายไปอยู่ที่อื่นกับเขาสองคนแน่ๆ ไหนจะหน้าที่การงานฉันอีก ทุกวันนี้ ฉันก็ทำงานวันละเกือบ 20 ชั่วโมงอยู่แล้ว ฉันจะเอาเวลาที่ไหนไปดูแลเขา …ที่สำคัญ… เขาอาจจะรังเกียจฉันอยู่จนไม่ยอมมาอยู่กับฉันก็เป็นได้ …หรือ… ถ้าเขายอมมาอยู่กับฉันจริงๆ เราจะเข้ากันได้เหมือนเดิม …หรือ…

กริ้ง! กริ้ง! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กระชากฉันออกจากพะวังเขาวงกตที่ไม่มีทางออก
“หัวหน้าคะ หนูโทรมาคอมเฟริม์ไฟล์ทไปสัมมนาที่ลอนดอนวันพรุ่งนี้นะคะ หัวหน้าไม่ได้ลืมใช่ไหมคะ” เลขานุการฉันกล่าว
“อืม จริงสิ พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปสัมมนาที่ลอนดอน กี่โมงนะคะ” ฉันถามเมื่อเรียกสติตัวเองคืนมาได้
“เครื่องออกแปดโมงเช้าคะ หัวหน้าเป็นอะไรหรือป่าวคะ เสียงดูไม่ค่อยสบายนะคะ” เธอถามอย่างเป็นห่วง
“ป่าวค่ะ ฉันสบายดี พรุ่งนี้เจอกันที่แอร์พอร์ทค่ะ” ฉันตอบแล้ววางหู
ฉันสลัดความกังวลใจส่วนตัวทิ้งไป มุ่งสนใจแต่งานที่ต้องเตรียมไปสัมมนา คราวนี้ฉันต้องไปนานหลายเดือนต้องเตรียมตัวให้พร้อม กลับมาแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี


Past Simple Life (Thai Version) V

3 เดือนผ่านไป ฉันเดินทางกลับบ้าน งานทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ฉันไม่เคยปล่อยให้เรื่องอื่นมาทำให้ความสามารถในการทำงานของฉันลดน้อยลง แล้วฉันก็ใช้เวลาในช่วงเดินทางกลับบ้านตัดสินใจได้แล้วว่าฉันจะทำอย่างไรกับเรื่องนั้นดี แม้ว่าฉันจะทำดีกับเขาอย่างไรก็ตาม ความรักไม่ใช่การลงทุนทางธุรกิจที่ต้องหวังผลกำไรหรือขาดทุนการที่ได้อยู่ใกล้ชิดเขาถือเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตฉัน และนั่นก็เป็นสิ่งที่ต้องการและเรียกร้องโหยหาในทุกห่วงลมหายใจของฉัน และไม่ว่าตอนนี้เขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม ฉันก็ยังรักเขา กลับถึงบ้านเมื่อไร ฉันจะเดินทางไปหาเขาในทันที
“อ้าว วันนี้มาคนเดียวหรือหนู” ลุงคนที่นอนเตียงข้างๆ เอ่ยถาม
“คะลุง วันนี้หนูมาคนเดียว มีธุระกับไนท์เขานะค่ะ” ฉันตอบ
“อ้าว เอ็งไปไหนมาเล่า ไอ้ไนท์มันไม่อยู่แล้ว” ลุงพูด
“เค้าไปไหนคะ ย้ายไปที่อื่นเหรอคะ” ฉันถามลุงเพราะเคยแอบคิดว่าเขาอาจหนีฉันไปอยู่ที่อื่น
“ป่าวหรอก มันตายแล้ว ตายเมื่ออาทิตย์ก่อนนี้เอง” ลุงตอบ
ฉันเดินทางกลับบ้านบนถนนสายเก่า ถนนที่นำพาฉันกลับมาพบกับอดีตที่โหดร้าย แต่กลับสิ้นสุดหนทางลง โดยที่ฉันไม่อาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข อะไรได้อีกเลย


Past Simple Life

English Version.
*The Road*
The unexpected sound provided by the alarm clock woke me from the long nightmare that I had not had for almost a decade. I might have eaten too much last night and so I had dreamt of something ridiculous. I am going to make a big donation today so I must shake it off. Anyway, a dream is just a dream.
“You are early again, Tawan. You are going to a temple not on a date.” Ging greeted me when she saw me enter her house – the place where some of our friends usually use as our meeting point before going off.
“Don’t you think it is too early to tease me, Ging? You have stirred my fair mood this wonderful morning,” I complained.
“Hey! Aren’t you used to it? We’ve known each other for, what seems to be an eternity.”
“That long, Ah? Where are the others?”
“Do you think they will come before the roosters finish brushing their teeth to prepare to crow as you do? Come here and help me pack these donations.” She smiled.
Ging and I have known each other for about 10 years. We know almost everything about each other. That day, we were going to make a donation at Prabatnumphu Temple in Sara Buri Province, a small province north to Bangkok. One of our friends had pointed out that we always made donations to children, elderly or disabled people, but we have never made any donations for those people at Prabatnumphu Temple. We all agreed that we should do something for them. While what we will do for them can’t ease their great pain, they may feel happy when we go and meet and cheer them. And thus they might have more energy to fight the disease. The killer that destroys not only the body of its host, but also his or her mind; as there is no cure, the victims can do nothing but travel an agonizing journey to their final destination. Moreover, they have to endure the condemnation and discrimination of people who usually feel disgusted by them. This temple is one place that cures and looks after these people who have to suffer from HIV. But, this temple should be anywhere, but here.
The wheels of the vehicle started to move forward, but the wheels of my heart began to move backward and drive my consciousness toward a blind past. As we got closer to Sara Buri, I couldn’t help to let my shallow memories fly.
“What’s wrong with you? Why are you sitting like a stone sculpture? We should go somewhere else” Ging said worryingly.
“I’m fine. I really am. Maybe I’m just carsick. Let me nap for a while. It might get better.” I quickly closed my eyes and pretended to sleep because I was afraid that she might know what was in my heart.
“You’ve never gotten carsick before, Tawan. Be true to your heart,” Ging said and closed her eyes as well.
I turned my face to the road. The road sign read “90 miles to Sara Buri.” I felt anxious. The only thing I could do now was keep myself from expressing my deep feelings so the others wouldn’t recognize them.
Sara Buri is my ex-boyfriend’s hometown. We got along well together for almost a year before we broke up. Our relationship did not over smoothly so the memory of it has haunted me for many years. We were so different. I once read a short story entitled “A Fiddler on the Roof”, in which a girl fell in love with and planned to marry a foreign boy. Her father disapproved of it saying, “A bird may love a fish, but where could they build a home together?” I did not understand its meaning clearly until I faced a similar situation myself. Sometimes, when two people have extremely different natures, it may be hard for them to carry on a relationship. Trying to stay together may become destructive and ruin any sort of friendship that could have been.
Until I saw the road sign, I did no know how far I had gone. But the road sign seemed to have the power to direct my memories to him in a flood. He immediately shook his wrist to free himself from my hand. “What do you want me to do? I have no choice. My parents ordered me to leave so I have to leave.”
I followed him and begged him to stay with me longer. I could not accept that he dumped me without any sign. I boarded the bus after him and tried to sit near him so that we could talk, but he moved away from me. The other passengers sensed that something was going on and kept looking at me crossed eyed. I could not face the embarrassment so I jumped off when it reached the other stop.
I came back to my dorm paralytically. That night, I had to stay in the same room without him. My consciousness was shut off. I saw a small knife that I always used to cut fruit for him every night. But that night, he was gone. I did not know what to do with it so I took the small knife and cut my wrist. My blood flooded on the floor. Luckily, Ging found me in time and took me to the nearest hospital. That crazy idiotic action has left permanent scars on my right wrist.
My dull vision met the road sign again. We were almost at the temple. Memories of the past grew stronger and stronger.

“Tawan, I have something to tell you,” he said.
“What is it about? If it is bad, skip it. I’m not prepared for that stuff tonight,” I replied and turned my face from him.
“Forget it, you will know about it tomorrow anyway,” he said and got up from the bed we slept on to turn off the light and got back into the bed again and went to sleep.
. . . . . . . . .
One morning, he woke up very early. I asked where he was going but he did not answer. When I finished my breakfast, I went to my university and went directly to the student affairs center to rearrange my study schedule. I found him doing something at the counter.

“What are you doing here, Night?” I asked in surprise.
“I quit. I’m going to study at another university,” he said, “When you finish your business here, go back to our room.”
I was stunned. I hurriedly finished what I had come to do and went back to my room. When I reached the room, all of his belongings had been packed in his suitcases. He sat on the bed, waiting for me.
“Where are you going? What is it? Why didn’t you tell me before?” I asked him, shocked, My tears dropped without any sign.
“I tried to tell you last night but you didn’t want to hear it. Anyway, I have to go. I don’t want to be late. My friends are waiting for me,” he said and held up his suitcases.
I grasped his wrist automatically. My eyes filled with tears until I couldn’t see him clearly.
“You said you wouldn’t leave me. But what is this?” I said and cried.

“Hello.” He answered my call.
“Hello. Why didn’t you come to see me? You left me waiting in vain.” I asked.
“I went home. I’m sorry.”
“But why didn’t you tell me before you left? You have been like this before. You’ve never cared for my feelings. I have no idea why you always treated me badly when I am the one who cares for you the most”. I exerted my long – term pressure on him.
“We don’t speak the same language, Tawan. I can’t talk with you anymore. Call me when you think we can have a real conversation.” he said and hung up.
I called back immediately but he refused my call. That time, total anger and hatred replaced my love for him, I picked up my cell phone and sent a message. It read:
“Return the money that you borrowed from me by this Friday, or else
I will tell your parents about it.”
The next morning, he sent me back a message. It read:
“I am surprised that you’re not a fool anymore. Anyway, about the money, you can tell anyone you want. You know I don’t care about that.”
And that was the last message I received from him. When I read that message, I felt sincerity in those letters that I had never been touched before.
Finally, we reached the temple. The surroundings of the temple looked very nice. But, instead of the smell of joss sticks, as at other temples, it smelled like a hospital. We looked around for a while before going to meet the abbot.
We paid him our respect and told him that we were the group from Bangkok that wanted to make a donation to the temple.
“Ah! I remember. I am so grateful that you think of people in the society who are suffering. These days, most people only think of themselves. How can our society survive in this way?” The Jaow Aawad said.
We talked with him for a while, then he suggested that we give the patients the donations by ourselves. He said, “They are just like you. Don’t be afraid of them. There are nothing more but victims of a deadly disease.”
We went to distribute the donations in different directions. The patients in the middle line were my responsibility. Many patients there looked very sad, but when we approached them closely, it was obvious that they felt happier.
“Where is patient from this bed? I ask a patient next to an empty bed.
“He is in the bathroom. Ah! There he is behind you,” the old man said.
I turned around to meet a shocking sight. My eyes opened wide. I couldn’t take my eyes off the figure in front of me. My hands became so weak that I could not hold anything. The donations fell to the floor. My ribs were trying to move and finally they produced a sound that my ears had not heard for a long time:
“Night!”
His eyes opened wide and showed his surprise which was as obvious as mine. When he mustered the strength, he turned his back to me and walked away. I touched his arm automatically and asked him:
“Are you still angry at me?”
“No, I’m not” he answered and tried to walk away.
“So why do you walk away from me again?” I asked.
“I didn’t …please, leave me alone. I don’t want to see you anymore. We should not see each other again.” He tried to say something else but changed his mind.
“Why? You are the same. You’ve never changed. You can go anywhere now without telling the others.” My tongue slipped and mentioned the past. He sighed and said:
“I am so sorry for what I have done. If I had a chance to turn back time, I wouldn’t have treated you like that. I…” Ging came before he could finish what he was saying.
“Tawan, what’s wrong with you? Why are the donations all over the floor?” Ging asked me. Then she stared at the man in front of me. When she recognized him, she exploded at once:
“What the hell are you doing here? Don’t answer. I can guess from your gown. Serves you right. Damn ass like you should end up like this. Tawan! Come to the van with me. All of our friends are waiting for us.” She pulled my arm to the van. After Ging and all of my friends left my house, I lay down on my bed. In my head, millions of butterflies were trying to find their way out. I tried to concentrate deeply. I closed my eyes, but the scenes of today became clearer. I saw the man I used to love the most. He once was so extraordinarily handsome that everyone would glance back at him. But now he is so thin and looks so terrible. A sudden pang of hurt occurred when I thought of his condition.
The clock in my bedroom sounded along with my heartbeat. The butterflies in my head were now divided into two groups; they fought with each other continuously.
I used to tell him and even myself, that I would love him until my dying day no matter what happened. Eventually, I didn’t keep my word. People are different from animals in that they can speak. They can put the meaning of what they want to communicate into the words they say. If people just speak but do not keep or care about the meaning of what they say, then I think they are just like animals that can produce sounds instinctively. Anyway, he was the one who broke the promise first. He left me without any sign. He dumped me as if I was junk. So, why should I keep my word to him? But, forgiveness is a good thing. I should forgive and forget all the things he had done to me. He was in really bad condition. I should go back to the temple and give him
a hand with his suffering. But what would my family and friends think if I went back to him again? They would be upset if I did. Although they could accept it, I had to keep my mind straight now he has HIV. How could I bring him to stay with my family? I had to think of the others, not only myself. And what if, he might not want to stay with me. If he wanted to stay with me, all the old problems we had faced before might destroy our relationship again. Or…
Ring! Ring! The telephone rang and knocked me out of my trance.
“Hello Boss, I’m calling to remind you about the seminar tomorrow,” my secretary said.
“Oh! Yes, yes. What time is it again?” I asked her.
“The flight leaves at 8.00 a.m. Are you alright? You sound exhausted.”
“I’m fine. See you tomorrow morning at the airport, thank you.”
I shook off those blind butterflies in my head and started to focus on my work only. I had to check the information about the seminar again.
. . .
Three months passed as quick as a flash. I had finished my work overseas successfully and was on a plane back to Thailand. I had already made a decision about him. I knew that my love for him had not diminished at all over the past ten years. I may have tried to do many other things, but they were just distractions that I used to keep myself busy so that I wouldn’t think of him. Being with him was the best thing that had ever happened in my life. Although the others may think that he was really bad for the many evil things he did to me, we also shared some sweet and happy moments together.
Now, I am driving on the same road that will lead me to meet him. Now, I have a second chance to spend this limited time with him. So he has HIV. So what? We can remain good friends and I will care for him until his time comes. Being with him is the only thing that my crazy and stubborn heart longs for.
. . .
Standing and staring at his empty bed again. I asked the old man in the bed beside me,
“Where is Night? I have to talk to him. Where is he?”
“Where have you been? He is not here anymore.”
“Why? Has he moved somewhere else?” I asked in surprised.
“Yes, he died a week ago.”
Now, driving back home on the same road, it looks a little bit different, probably because it is now night time. The sun has already left the world.

“Are you sure you can stay alone tonight?” Ging asked me when we arrived at my home.
“Sure. I am doing fine. Don’t worry.” I answered.
“Don’t forget that you have to leave for London tomorrow for the seminar.”
“Thanks. I won’t forget. You know I have never let anything else disturb my job.” I told her.
“Yes. I trust you can do it. Ging smiled at me and gave me a wink.

หมายเหตุ
แต่งตอนปีสี่ค่ะ ไม่นึกว่าจะผ่านมาได้ แต่ก็ผ่านมาจนได้ ครั้งนั้นสอนให้รู้ว่า เมื่อวางใจให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักและคนรัก สิ่งสำคัญคือ เราต้องกล้าพอที่จะยอมรับสิ่งที่เวลาได้พิสูจน์ให้เราเห็น ความประทับใจแรกอาจไม่เที่ยงตรงเสมอไปค่ะ และคำพูดที่ว่า ”คนดีๆยังมีอีกเยอะ” เป็นเรื่องจริงค่ะ (แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีเจ้าของไปแล้วก็ตาม) สู้ต่อไปนะคะ แด่ all the great lovers ka


November 2006

Mo Tu We Th Fr Sa Su
|  Today  | Dec
      1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30         

Search this blog

Tags

Galleries

Most recent comments

  • กรี๊ดๆๆๆๆๆ อารายจ๊ะเนี่ย เผลอแป๊บเดียว แอบไปทำสวยมาเรอะ 5555555 ได้ข่าวว่าไปเรียนการแปลไม่ใช่หรอ ไหง… by Som on this entry
  • by mama de la Ho-ya on this entry
  • Fat Fat Fat Me and Note (Not you na) Su Su Su woy woy woy by on this entry
  • reminds me of W.H. Auden's "Funeral Blues" will wait for Thai version na by on this entry
  • _ by sayamon777@hotmail.com on this entry

Blog archive

Loading…
Not signed in
Sign in

Powered by BlogBuilder
© MMXXIII